
ปราสาทมัทสึโมโตะ (Matsumoto Castle) งดงามผ่านกาลเวลามายาวนานกว่า 427 ปี โดยมีฉากหลังเป็นแนวเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น (Japan Alps) ซึ่งเห็นได้แม้แต่ตอนเดินเล่นทอดน่องภายในเมืองนี้ยามท้องฟ้ามืดครึ้มเหมือนฝนจะตก หรือลมพัดแรงเหมือนจะมีพายุก็ตาม

จากสถานีรถไฟ JR Matsumoto ราว 1,000 เมตร ก็เดินสู่ปราสาทมัทสึโมโตะได้สบายๆ ท่ามกลางอากาศเย็นจัดของปลายเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นวันที่ลมพัดแรง ถึงขนาดยืนถ่ายรูปตรงไฟแดงก่อนข้ามไปปราสาทอยู่ดีๆ ก็เซเลยทีเดียว ปราสาทหลังนี้โดดเด่นเป็นสง่าล้อมรอบด้วยบึงน้ำขนาดใหญ่ อันเป็นยุทธศาสตร์ป้องกันการถูกโจมตีโดยง่ายตามลักษณะของปราสาทแนวราบ


ปราสาทมัทสึโมโตะเป็น 1 ใน 5 ปราสาท ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติประจำชาติ (National Treasures of Japan) และเป็น 1 ใน 12 ปราสาทที่คงรูปแบบเดิมโดยไม่เคยถูกทำลายตั้งแต่ยุคเซงโงกุ (Sengoku Period) ในปีค.ศ. 1592 ขณะที่ปราสาทส่วนใหญ่ถูกทำลายด้วยสงคราม หรือภัยพิบัติ แล้วสร้างใหม่ให้เหมือนเดิม

ตัวปราสาทประกอบด้วยอาคาร 3 หลังเชื่อมต่อกัน มีความงดงามด้วยสีดำแซมสีขาว จึงมีชื่อไม่เป็นทางการว่า “ปราสาทอีกา” (Crow Castle) มีความสูงเมื่อมองจากภายนอก 5 ชั้น แต่ภายในมี 6 ชั้น ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์อีกเช่นเดียวกัน เนื่องจากบทบาทของปราสาทคือที่พำนักของผู้ปกครองเมือง และยังเป็นป้อมปราการคอยสอดส่องดูแลเมืองด้วย ดังนั้น ภายในปราสาทจึงคล้ายพิพิธภัณฑ์ย่อมๆ เพราะจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ เช่น เครื่องแต่งกาย ชุดเกราะ และอาวุธต่างๆ เพื่อนำนักท่องเที่ยวย้อนไปสู่ยุคเซงโงกุที่มีการสู้รบ

สำหรับการเยี่ยมชมภายใน ต้องถอดรองเท้าใส่ถุงแล้วเดินถือติดตัวไปด้วย แต่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส ทำให้พื้นไม้เย็นจัดจนขนลุก ปราสาทหลังนี้สร้างด้วยไม้ด้วยเทคนิค “เข้าไม้” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมผสมผสานงานวิศวกรรม สถาปัตยกรรม และกลยุทธ์การทำศึก เช่น การออกแบบช่องหน้าต่างให้ถี่โดยรอบเพื่อเป็นจุดโจมตีข้าศึกด้วยธนู และปืน รวมทั้งการบริหารจัดการพื้นที่ เช่น องศาบันไดที่ชัน ช่องระหว่างบันไดที่ห่าง และแคบ

เมื่อไต่ขึ้นมาจนถึงชั้นบนสุดแล้ว จะได้พบหน้าต่างที่เป็นช่องชมวิวเมืองทั้ง 4 ทิศ รวมกับความงดงามของรูปปั้นปลา หลังคาปีกหงส์ และคูเมือง โดยไกลออกไปคือทิวทัศน์เทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นที่ยืดยาวเหมือนไม่สิ้นสุด เพราะเชื่อมพื้นที่อันกว้างใหญ่ของสองจังหวัดคือโทะยะมะ (Toyama) และนะงะโนะ ซึ่งปกคลุมด้วยหิมะ และเปรียบเปรยว่าเป็นหลังคาของประเทศญี่ปุ่น จึงได้ชื่อว่าเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น เช่นเดียวกับเทือกเขาแอลป์แห่งยุโรป


